แผ่นดินยังร้องไห้ กษัตริย์พระองค์เดียวของ”ราชวงศ์จักรี”ที่ไม่มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯในสยาม

16 กรกฎาคม 2020 | เรื่องเด่น
Loading...

วันนี้เราจะนำเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาเผยแพร่ให้หลายๆคนที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับ พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์เดียวของ”ราชวงศ์จักรี”ที่ไม่มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯในสยามประเทศ…

Loading...

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 — 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484) เป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ 7 ในราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเส็ง เวลา 12.25 น. หรือตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 76 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระองค์ที่ 9 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 และทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 (นับศักราชแบบเก่า) รวมดำรงสิริราชสมบัติ 9 ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 รวมพระชนมพรรษา 47 พรรษา

Loading...

พระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สำคัญหลายด้าน เช่น ด้านการปกครอง โปรดให้ตั้งสภากรรมการองคมนตรี ทรงตรากฎหมายเพื่อควบคุมการค้าขายที่เป็นสาธารณูปโภคและการเงิน ระบบเทศบาล ด้านการศาสนา การศึกษา ประเพณีและวัฒนธรรมนั้น พระองค์โปรดให้สร้างหอพระสมุด ทรงปฏิรูปการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ มีการปรับปรุงการศึกษาจนยกระดับมาตรฐานถึงปริญญาตรี ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา โปรดให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์อักษรไทยสมบูรณ์ ชื่อว่า “พระไตรปิฎกสยามรัฐ” เป็นต้น

Loading...

สำหรับชีวิตส่วนพระองค์นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี (หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์) ไม่มีพระราชโอรสและพระราชธิดา แต่มีพระราชโอรสบุญธรรมคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต

และเรื่องราวเกิดขึ้นในเมื่อครั้งปี พ.ศ.2480 สมเด็จพระปกเกล้าฯ ประชวรมากด้วยโรคตัวบิดเข้าไปอยู่ในตับ แต่หมอรักษาเอาไว้ได้ นับว่าหายประชวรเป็นปกติอย่างคนหักซ้ำหักอีกครั้งหนึ่ง

ผู้ที่ได้ไปเฝ้าเล่าว่าท่านทรงรู้พระองค์ดีและได้ตรัสกับเขาว่า  “ฉันเห็นจะอยู่ไปไม่ได้นานเท่าใด”  ต่อมาก็ทรงขายที่ประทับเก่า และซื้อที่ประทับใหม่ที่ Biddesden ในเมือง Kent  ถึงในเวลาสงคราม ค.ศ.1939  สมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงส่งพระราชโทรเลขมาประทานพรเสด็จพ่อในวันประสูติที่ 21 มิถุนายน  เราเข้าใจว่าคงจะทรงเชื่อว่าเราเป็นห่วงในเวลาที่เมืองอังกฤษถูกบอมบ์อย่างพินาศ  จึงพระราชทานโทรเลขวมาเพื่อให้รู้ว่าไม่มีอันตราย

ต่อมาถึงเวลาเมืองไทยรบกับอินโดจีน  พวกไทยที่เห็นภัยก็ไม่มีสุขกันสักคน  แต่เราก็มิได้นึกถึงการสวรรคตของสมเด็จพระปกเกล้าฯ จนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2484  ตื่นเช้าเห็นพระบรมรูปในหนังสือพิมพ์ Strait Echo และมีคำว่า   -dead อยู่ข้างใต้  ข้าพเจ้านั่งตลึงมองดูด้วยไม่รู้ว่าจะทูลเด็จพ่อได้อย่างไร  เรียกหญิงเหลือเข้าห้องแล้วบอกให้ไปพยายามทูลเสียก่อนจะเห็นหนังสือพิมพ์นั้นด้วยไม่ได้เตรียมพระองค์  แล้วข้าพเจ้าก็หยิบยาไว้พร้อม

หญิงเหลือถือหนังสือพิมพ์ม้วนเข้าไปทูลว่า  “มีข่าวไม่ดี  เด็จพ่อเตรียมพระทัยที่จะทนฟังให้ได้เสียก่อน จึงค่อยทอดพระเนตร” เสด็จพ่อทรงนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ แล้วท่านก็ยิ้มตอบว่า “ได้ อะไรกัน?”
หญิงเหลือตอบได้แต่ว่า  “สมเด็จพระปกเกล้าฯ สวรรคต” แล้วเธอก็สะอื้น

เสด็จพ่อทรงรับหนังสือพิมพ์ไปทอดพระเนตรแล้วก็ปล่อยโฮออกมาอยู่พักใหญ่  เราซึมเซาไปหลายวัน  เพราะความหวังที่จะรวมคนไทยได้มาหมดไปอย่างไม่นึกคิด  เราหวังอย่างสนิทว่าโชคร้ายต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว  จะถวายความรู้และความสำเร็จแก่พระปกเกล้าฯ ได้ดีกว่าแต่ก่อน

ท่านหญิงพูนพิศมัย ได้บันทึกไว้ใน “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น” จากการรับฟังสืบต่อกันมาให้พวกเราได้รับทราบกัน ดังต่อไปนี้

“……เราได้รู้เรื่องสวรรคตต่อมาภายหลังว่า สมเด็จพระปกเกล้าฯ ไม่ทรงมีพระอนามัยดีมาแต่ประชวรแล้ว ต้องมีนางพยาบาลคอยประจำดูแลเรื่องพระหทัยอยู่ด้วยเสมอ ในตอนที่ไทยทำสงครามกับอินโดจีน ก็ทรงรำคาญอยู่เป็นนิตย์ ครั้นพอเห็นหนังสือพิมพ์ว่า ญี่ปุ่นจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยก็หมดกำลังพระทัย เช้าวันที่ 30 นั้นก็ยังทรงสบายเป็นปกติ จนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพฯ ทูลลาเสด็จออกไปซื้อของ แต่พอถึง 4 แยกแห่งหนึ่ง ตำรวจรักษาการณ์ก็เข้ามาหยุดรถบอกว่าเขาโทรศัพท์มาให้เสด็จกลับเดี๋ยวนี้ ถึงที่ประทับเห็นสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จสวรรคตแล้วอย่างบรรทมหลับสบาย นางพยาบาลรายงานว่า เมื่อเสวยเช้าแล้วก็ทรงหนังสือพิมพ์ สักครู่ใหญ่ๆ ก็ทรงบ่นว่า เวียนหัวไม่สบาย นางพยาบาลลุกไปหยิบยา พอกลับมาก็เห็นพระหัตถ์ห้อยลงมาอยู่ข้างๆ แล้ว และหนังสือพมิพ์นั้นก็ตกอยู่กับพื้น สมเด็จพระปกเกล้าฯ หลับพระเนตรเหมือนหลับอยู่อย่างสบาย จับพระชีพจรดูจึงรู้ว่าสวรรคตเสียแล้ว

ชายศุภสวัสดิ์ฯ เล่าว่า สมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสั่งไว้ว่า ถ้าพระองค์สวรรคตเมื่อไรให้ทรงพระภูษาแดงและทรงสะพักผ้าขาวผืนเดียวเอาลงหีบแล้วให้รีบถวายพระเพลิงพระบรมศพให้เร็วเท่าที่จะทำได้ และไม่ให้รับเกียรติยศอย่างใดๆ จนอย่างเดียว ทั้งในทางต่างประเทศและทางไทย ให้เอาซอไวโอลินไปเล่นเพลงที่พระองค์โปรดคันเดียวในเวลาที่กำลังถวายพระเพลิง เพื่อแทนการประโคม และถ้า……ยังมีอำนาจอยู่ตราบใด ก็ไม่ให้นำพระบรมอัฐิกลับมาบ้านเมืองเป็นอันขาด

ถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างเรียบง่าย ณ ต่างแดน

ครั้นเก็บพระบรมศพไว้ ณ พระตำหนัก Compton House ได้ 5 วัน ก็กำหนดถวายพระเพลิงในวันพุทธที่ 4 มิถุนายนปีนั้นเอง ณ สุสาน Golders Green แห่งพระมหานครลอนดอน เวลา 9 น.เศษ ได้ทำการอัญเชิญหีบพระบรมศพคลุมด้วยธงชาติไทยผืนใหญ่ลงสู่รถยนต์พระที่นั่ง Mr.R.D. Sard เป็นผู้ขับ พระประยูรญาติและข้าราชบริพาร ตลอดจนผู้จงรักภักดีตามพระบรมศพอีก 3-4 คันรถ วันนั้นเป็นวันที่ทุกคนเศร้าสลดใจอย่างหนักอีกครั้งหนึ่ง สมเด็จพระบรมราชินีน้ำพระเนตร์คลอหน่วย หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ พระเชษฐาของพระองค์จึงต้องทรงปลอบโยนอยู่ตลอดเวลา ทุกคนที่ตามพระบรมศพเงียบงันและบรรยากาศรอบบริเวณนั้นก็สงบนิ่ง บนท้องฟ้าครึ้มด้วยหมู่เมฆ ทุกอย่างเงียบสงัดนอกจากเสียงถอนหายใจ ครั้นประมาณ 10 น. ขบวนพระบรมศพก็ค่อยๆ เคลื่อนออกจากประตูใหญ่ รถแล่นช้าๆ ตามกันมุ่งสู่สุสาน Golders Green อันเป็นสถานที่สุดท้ายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงเปลี่ยนสภาวะเป็นเถ้าถ่ายไปตามกฎธรรมดาของโลก่ของความไม่เที่ยงแท้

ผู้ตามพระบรมศพในวันนั้นคือ สมเด็จพระบรมราชินี หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ฯ พระองค์เจ้าพีระพงษ์ฯ หม่อมเจ้าผ่องผัสมณีฯ หม่อมเจ้าการวิกฯ พระองค์เจ้าวรานนท์ฯ พระองค์เจ้าจีระศักดิ์ฯ หม่อมมณี หม่อมเสมอ หม่อมราชวงศ์สมัครสมานฯ นายบวย นิลวงษ์ นางสำเภา นิลวงษ์ มิสเตอร์เคร๊กส์ ดอกเตอร์หลุยเวลเลน รถทั้ง 4 คันวิ่งไม่สู้จะเร็วนัก ประมาณ 1 ชั่วโมงจึงถึงสุสาน Golders Green ณ ที่นั้นมีผู้มารอคอยอยู่คือ ผู้แทนรัฐบาลอังกฤษ อัครราชทูตไทย กับนักเรียนไทย นายแพทย์สมาน ตันตาภรณ์ (น่าจะ มันตาภรณ์ –NickyNick) นายชุมเจษฐ กสิกผลิน นอกจากนี้ดูเหมือนจะมีคนไทยอีก 2-3 คนที่อุตส่าห์ไปถวายบังคมพระบรมศพในวาระสุดท้าย จากนั้นก็ยกหีบพระบรมศพลงจากรถขึ้นสู่เชิงตะกอน มิสเตอร์เคร๊กส์ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสั้นๆ แล้วทุกคนก็ยืนก้มหน้าสงบนิ่ง น้ำตาคลอหน่วย จากนั้นก็เริ่มพิธีถวายพระเพลิง โดยสมเด็จพระบรมราชินีทรงวางดอกไม้ธูปเทียนหลังหีบที่พระบรมศพเป็นพระองค์แรก ต่อจากนั้นทุกคนก็ทยอยกันเข้าถวายบังคม วางดอกไม้ธูปเทียน Mr.R.D. Sard คนขับรถกับนายบวย นิลวงษ์ เป็นคู่สุดท้าย แล้วก็ถอยห่างออกมา สัปเหร่อให้สัญญาณกดสวิสไฟฟ้าเตรียมการ

พระบรมศพค่อยๆ เคลื่อนตามรางเข้าไปทีละน้อยๆ เคลื่อนเข้าไปสู่เตาข้างในทุกคนแลตามจนลับสายตา ตราบจนบานประตูแลม่านสีดำหน้าเตาโรยตัวของมันลงและปิดบังไว้มิดชิด ทุกคนใจหายหวิววาบไปชั่วขณะ และน้ำตาที่คลอเบ้าตาอยู่ก็ล้นปรี่ออกมา พอสัปเหร่อให้สัญญาณอีกครั้งสวิสใหญ่ก็ถูกกด ไฟฟ้ากำลังสูงก็เริ่มทำงานแปรพระสรีระร่างอันปราศจากวิญญาณของพระเจ้ากรุงสยามผู้อาภัพเป็นพัศมธุลีลงในบัดดล

จากวาระนั้นในพื้นพสุธานี้ก็ไม่มีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัววอีกต่อไปแล้ว จะคงเหลืออยู่ก็แต่พระนามและพระเกียรติคุณเท่านั้น และสิ่งสุดท้ายที่ทรงเหลืออีกอย่างหนึ่งก็คือ พระบรมอัษฐิสมเด็จพระบรมราชินีทรงอัญเชิญเข้าสู่พระโกศเล็กๆ และทรงตั้งไว้บูชาสำหรับพระองค์เคียงกับพระพุทธรูปประจำพระองค์ตลอดเวลา ตราบจน…..

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้ทรงจัดการตามพระราชดำรัสสั่ง และรุ่งขึ้นก็เชิญพระบรมศพไปถวายพระเพลิงที่สุสานสามัญที่ Golders Green ในกรุงลอนดอน แล้วเก็บรวมพระบรมอัฐิธาตุไว้ในกรุงลอนดอนด้วย……..”

ขอขอบคุณ…. เว็บไซด์ pantip






Loading...



error: